กนอ.คาดปี 57 SMEs โตไม่ต่ำกว่า 20% เตรียม 3 พื้นที่ตั้งนิคมฯ รองรับ

       การนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทยเล็งเห็นการเติบโตเอสเอ็มอีไทย คาดปี 2557 โตไม่ต่ำกว่า 20-30% เพื่อรองรับการขยายตัวของเอสเอ็มอี เตรียมพื้นที่ 3 เป้าหมายตั้งนิคมอุตสาหกรรมเอสเอ็มอี ได้แก่ ภาคกลาง ภาคเหนือ และภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ตั้งเป้ารองรับเอสเอ็มอีไม่ต่ำกว่า 1,500 ราย พร้อมเตรียม 3 มาตรการสนับสนุนค่าก่อสร้างไม่เกิน 10 ล้านบาท ยกเว้นค่ากำกับบริการ และประชาสัมพันธ์ในประเทศ และต่างประเทศ

นายวิฑูรย์ สิมะโชคดี ประธานกรรมการการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย หรือ กนอ. เปิดเผยว่า ปัจจุบันการดำเนินงานของอุตสาหกรรมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs) มีแนวโน้มเติบโตอย่างต่อเนื่อง โดยคาดว่าปี 2557 จะมีสัดส่วนการเติบโตกว่า 20-30% เนื่องจากนโยบายและมาตรการการส่งเสริมของภาครัฐอย่างบูรณาการ ประกอบกับเป็นอุตสาหกรรมที่ใช้เงินทุนไม่สูง การบริหารจัดการไม่ซับซ้อนเมื่อเทียบกับกิจการขนาดใหญ่ ส่งผลให้ SMEs มีความคล่องตัวในการดำเนินธุรกิจการบริหารธุรกิจและสามารถปรับตัวเข้ากับสถานการณ์ทั่วไปได้อย่างรวดเร็ว

นอกจากนี้ อุตสาหกรรม SMEs ถือเป็นกลไกสำคัญต่อการเติบโตของเศรษฐกิจหลายประเทศ โดยเฉพาะประเทศไทยที่เป็นประเทศกำลังพัฒนา ซึ่งมีผู้ประกอบการ SMEs เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยปัจจุบันอุตสาหกรรมขนาดกลางและขนาดย่อมมีสัดส่วนเป็น 99.8% ของจำนวนวิสาหกิจทั้งประเทศ มีมูลค่า GDP ของ SMEs ปี 2555 ประมาณ 3.12 ล้านล้านบาท คิดเป็นสัดส่วนต่อมูลค่า GDP รวมของประเทศร้อยละ 37.1และคาดว่าในปี 2556 มีการขยายตัวเพิ่มขึ้น 5.1% โดยปัจจุบันประเทศไทยมีวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมรวมกว่า 2,700,000 ราย

นายวิฑูรย์กล่าวต่อว่า กนอ.ได้เล็งเห็นถึงความสำคัญของกลุ่มผู้ประกอบการ SMEs ที่จะเป็นอีกหนึ่งกลุ่มผู้ประกอบการอุตสาหกรรมที่จะช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจได้ จึงมีมติให้จัดตั้งนิคมอุตสาหกรรม SMEs เพื่อเป็นการสร้างกลไกการตลาดที่เหมาะสมในการดูแล SMEs ให้สมบูรณ์แบบด้วยระบบโครงสร้างพื้นฐาน สิทธิประโยชน์ต่างๆ และสิ่งอำนวยความสะดวกที่เพิ่มมากขึ้น รวมทั้งระบบบริหารจัดการครบวงจร อีกทั้งยังมีบทบาทสำคัญในการลดการกระจุกตัวการจ้างงานในเขตกรุงเทพฯ ไปสู่การกระจายรายได้ที่ดีมากขึ้น เพื่อให้นิคมอุตสาหกรรม SME เป็นฐานการผลิตที่ช่วยเสริมสร้างความเข้มแข็ง และช่วยเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของผู้ประกอบการได้อย่างยั่งยืนใน 3 พื้นที่เป้าหมาย ได้แก่ พื้นที่เขตภาคกลาง เขตภาคเหนือ และเขตภาคตะวันออกเฉียงเหนือ

ทั้งนี้ สำหรับการจัดตั้งนิคมอุตสาหกรรม SMEs ในประเทศไทยแบ่งเป็น 3 กิจการสำคัญ คือ (1) กิจการการผลิต (Production Sector) 23 สาขา ครอบคลุมการผลิตในภาคเกษตรกรรม (Agricultural Processing) ภาคอุตสาหกรรม (Manufacturing) และเหมืองแร่ (Mining) (2) กิจการบริการ (Service Sector) จำนวน 15 สาขา (3) กิจการค้าส่งและค้าปลีก (Wholesale & Retail Sector) จำนวน 1 สาขา

อย่างไรก็ตาม ในการจัดตั้งนิคมอุตสาหกรรม SMEs กนอ.ได้กำหนดมาตรการ 3 ข้อเพื่อเป็นการสนับสนุนให้ผู้ประกอบการ SMEs สนใจในการจัดตั้งนิคมอุตสาหกรรม SMEs มากขึ้น ได้แก่ 1. สนับสนุนการก่อสร้างศูนย์บริการเบ็ดเสร็จ (OSS) พื้นที่ประมาณ 500 ตารางเมตร ในวงเงินไม่เกิน 10 ล้านบาท 2. ยกเว้นค่ากำกับบริการ 2 ปี โดยให้ชำระในปีที่ 5 เป็นต้นไป 3. ส่งเสริมการประชาสัมพันธ์โครงการทั้งในและต่างประเทศ

ทั้งนี้ ได้มีประกาศเชิญชวนภาคเอกชนที่สนใจเสนอพื้นที่เพื่อจัดตั้งนิคมอุตสาหกรรมSMEs ในรูปแบบร่วมดำเนินงานกับ กนอ. ผู้สนใจสามารถยื่นแบบคำขอเสนอพื้นที่เพื่อจัดตั้งนิคมอุตสาหกรรมได้ตั้งแต่วันนี้-31 พฤษภาคม 2556 สามารถสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ กองวิเคราะห์นโยบายและแผน การนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย เลขที่ 618 ถนนนิคมมักกะสัน แขวงมักกะสัน เขตราชเทวี กรุงเทพฯ โทรศัพท์ 0-2253-0561 ต่อ 3305 หรือเข้าไปที่ www.ieat.go.th”>www.ieat.go.th

ที่มา ASTVผู้จัดการออนไลน์

3 สมาคมโรงงานน้ำตาล เสนอท่าทีต่อรัฐเจรจาการค้าไทย-อียู ดึงน้ำตาลทรายขึ้นโต๊ะถกลดกรอบภาษีเหลือ 0% หนุนส่งออกเพิ่ม

3 สมาคมโรงงานน้ำตาลทราย เสนอรัฐดันสินค้าอุตสาหกรรมน้ำตาลทราย ขึ้นโต๊ะเจรจาการค้าไทย-อียู รอบแรก 27-31 พ.ค. นี้ หวังอียูจัดสรรโควตานำเข้าน้ำตาลทราย และลดกำแพงภาษีเหลือ 0% ช่วยเปิดตลาดการส่งออกน้ำตาลทรายไทยส่งออกไปสหภาพยุโรป สร้างรายได้จากการส่งออกน้ำตาลทรายเพิ่มขึ้น หนุนความมั่นคงให้แก่เกษตรกรชาวไร่อ้อย

นายเชิดพงษ์ สิริวิชช์ ประธานคณะกรรมการประสานงาน 3 สมาคมโรงงานน้ำตาลทราย เปิดเผยว่า ตามที่รัฐบาลมีนโยบายเปิดเจรจาเขตการค้าเสรีไทย-สหภาพยุโรป ซึ่งกำหนดการเจรจาครั้งแรกในวันที่ 27-31 พฤษภาคมนี้ ทาง 3 สมาคมฯ พร้อมสนับสนุนการเจรจาการค้าดังกล่าว เนื่องจากก่อให้เกิดประโยชน์ต่อเศรษฐกิจโดยรวมของประเทศ โดยเฉพาะสินค้าอุตสาหกรรมการเกษตรอย่างน้ำตาลทราย ที่มีส่วนช่วยในการเปิดตลาดส่งออกน้ำตาลทรายไปยังประเทศต่างๆ ในทวีปยุโรปได้มากขึ้น ซึ่งจะช่วยสร้างรายได้จากการส่งออกน้ำตาลทรายได้มากขึ้น

“สหภาพยุโรป หรืออียู เป็นตลาดน้ำตาลขนาดใหญ่ ที่มีระบบบริหารจัดการอุตสาหกรรมน้ำตาลที่ซับซ้อนเนื่องจากมีสมาชิกรวม 27 ประเทศ สามารถผลิตน้ำตาลได้ 18.1 ล้านตัน บริโภค 19.2 ล้านตัน และมีการนำเข้าน้ำตาลทราย 4.7 ล้านตันต่อปี จึงเป็นโอกาสที่อุตสาหกรรมน้ำตาลทรายจะส่งออกน้ำตาลทรายไปยังตลาดอียู เพื่อรองรับความต้องการบริโภคของประชากรชาวยุโรปได้” นายเชิดพงษ์ กล่าว

อย่างไรก็ตาม ประเทศสมาชิกผู้ผลิตน้ำตาลรายใหญ่ของอียู เช่น ฝรั่งเศส เยอรมนี โปแลนด์และ สหราชอาณาจักร ได้ให้สิทธิพิเศษนำเข้าน้ำตาลทรายกับประเทศอดีตอาณานิคม หรือ African Caribbean and Pacific Group of States-ACP ภายใต้ข้อตกลงความร่วมมือทางเศรษฐกิจ Economic Partnership Agreements หรือ EPAs กลุ่มประเทศพัฒนาน้อยที่สุด (Least Developed Countries-LDCs) และกลุ่มประเทศ CXL หรือ ออสเตรเลีย บราซิลและคิวบา ดังนั้น การเจรจาการค้าเสรีไทย-อียู ครั้งนี้ จึงเป็นโอกาสสำคัญในการเปิดตลาดสำหรับน้ำตาลทรายไทยเพื่อส่งออกไปยังสหภาพยุโรป

 ประธานคณะกรรมการประสานงาน 3 สมาคมโรงงานน้ำตาลทราย กล่าวว่า ทางสมาคมฯ จึงได้จัดทำหนังสือเพื่อเสนอให้แก่ผู้แทนการค้าไทยผลักดันให้มีการเปิดเสรีการค้าสำหรับสินค้าน้ำตาลทราย โดยผลักดันให้อียู บรรจุสินค้าน้ำตาลทรายไว้ในรอบเจรจาเปิดตลาดสินค้ากลุ่ม Early Harvest โดยให้ลดภาษีเหลือ 0% ในลักษณะต่างตอบแทน ซึ่งจะช่วยให้อุตสาหกรรมอ้อยและน้ำตาลทรายไทยสามารถส่งออกน้ำตาลทรายไปยังต่างประเทศได้เพิ่มขึ้น และเป็นผลให้ชาวไร่อ้อยมีรายได้เพิ่มขึ้นอีกด้วย
ที่มา ThaiPR.net

 

ราคากาแฟอาราบิก้าปิดลบ 1.8%

สำนักข่าวรอยเตอร์รายงานภาวะตลาดกาแฟนิวยอร์กเมื่อคืนนี้ (21 พ.ค.) ว่าสัญญากาแฟอาราบิก้าส่งมอบเดือนก.ค.ปรับตัวลง 2.45 เซนต์ หรือ 1.8% ปิดที่ 1.3270 ดอลลาร์/ปอนด์

นักวิเคราะห์ในลอนดอนรายหนึ่งกล่าวว่า “ตลาดกาแฟยังคงซบเซา เนื่องจากอุปทานที่ล้นตลาดในขณะนี้”

“ราคาอาจจะผันผวนอยู่ที่ระดับ 1.30 – 1.45 ดอลลาร์/ปอนด์” พร้อมกับเสริมว่า ยังไม่มีแนวโน้มว่าราคาจะลดลงต่อไปอีก เนื่องจากปัจจัยซบเซาหลายๆปัจจัย เช่น ผลผลิตจำนวนมากในบราซิล ได้ส่งผลกระทบต่อราคาเรียบร้อยแล้ว

ที่มา สำนักข่าวอินโฟเควสท์

ฮิโรชิม่า เซอิมิตสึ โคเกียว คอร์ปอเรชั่น ซื้อที่ดินในนิคมฯ ของเหมราชฯ

ภาพข่าว: ฮิโรชิม่า เซอิมิตสึ โคเกียว คอร์ปอเรชั่น ซื้อที่ดินในนิคมฯ ของเหมราชฯ
เมื่อเร็วๆ นี้ บริษัท ฮิโรชิม่า เซอิมิตสึ โคเกียว คอร์ปอเรชั่น ผู้ผลิตและออกแบบชิ้นส่วนรถยนต์แบบครบวงจร ได้ตกลงเซ็นสัญญาซื้อที่ดินจำนวน 12 ไร่ ในนิคมอุตสาหกรรมอีสเทิร์นซีบอร์ด (ระยอง) จากบริษัท เหมราชพัฒนาที่ดิน จำกัด (มหาชน) สำหรับการพัฒนาโรงงานแห่งใหม่ที่จะช่วยเพิ่มศักยภาพในการผลิตและจำหน่ายสินค้าให้กับลูกค้ากลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์ ท่ามกลางสภาวะตลาดที่กำลังเติบโตอย่างรวดเร็ว
บรรยายภาพ:มร. เดวิด นาร์โดน (ที่ 3 จากซ้าย) กรรมการผู้จัดการ บริษัท เหมราชพัฒนาที่ดิน จำกัด (มหาชน) และ นายวิวัฒน์ จิรัฐติกาลสกุล (ที่ 2 จากซ้าย) รองกรรมการผู้จัดการ ได้ร่วมแลกเปลี่ยนสัญญาในพิธีลงนามทำสัญญาซื้อขายที่ดินกับ มร. ไทจิ เทนดะ (กลาง) ผู้จัดการสำนักงานประธานบริษัทฯ และผู้จัดการทั่วไปฝ่ายต่างประเทศ และมร. ฮิโรชิ มิยาโซ (ที่ 2 จากขวา) กรรมการบริหาร โรงงานโคโย บริษัท ฮิโรชิม่า เซอิมิตสึ โคเกียว คอร์ปอเรชั่น ที่นิคมอุตสาหกรรมอีสเทิร์นซีบอร์ด (ระยอง)
ที่มา ThaiPR.net

รมว.พาณิชย์ ยันไม่เพิ่มวงเงินรับจำนำข้าวเปลือกนาปี ฤดูกาลผลิตปี 56/57

รมว.พาณิชย์ ยันไม่เพิ่มวงเงินรับจำนำข้าวเปลือกนาปี ฤดูกาลผลิตปี 56/57 แม้ผลผลิตสูงถึง 27.5 ล้านตัน เนื่องจากมีปริมาณใกล้เคียงกับฤดุกาลผลิตปีก่อน ส่วนจะพิจารณาปรับลดราคารับจำนำหรือไม่ต้องรอผลศึกษาและจัดระบบโซนนิ่งให้เสร็จเรียบร้อยก่อน

นายบุญทรง เตริยาภิรมย์ รมว.พาณิชย์ เปิดเผยว่า กรมการข้าว ได้รายงานต่อที่ประชุมคณะกรรมการนโยบายข้าวแห่งชาติ(กขช.) ถึงคาดการณ์ผลผลิตข้าวเปลือกนาปี ฤดูกาลผลิตปี 56/57 ที่คาดว่ามีผลผลิตมากถึง 27.5 ล้านตัน ซึ่งปริมาณดังกล่าวเป็นผลผลิตจากการสำรวจจริงในพื้นที่เพาะปลูกของเกษตรกร และใกล้เคียงกับผลผลิตปีก่อน ดังนั้นจึงไม่จำเป็นต้องเพิ่มวงเงินเพื่อใช้ในโครงการรับจำนำข้าวเปลือกนาปี ปี 56/57

 สำหรับแนวทางการปรับลดราคารับจำนำข้าวที่ให้กรมการค้าภายในไปศึกษานั้นขณะนี้ยังไม่ได้ข้อสรุป และที่ประชุม กขช.ก็ไม่ได้พิจารณาเรื่องดังกล่าว

“ขอยืนยันว่ารัฐบาลยังคงรับจำนำข้าวทุกเมล็ดในราคาเท่าเดิม ไม่มีการเปลี่ยนแปลง ส่วนในอนาคตจะมีแนวทางเปลี่ยนแปลงอย่างไรต้องรอผลศึกษาก่อน” นายบุญทรง กล่าว

นอกจากนี้ ที่ประชุม กขช.ยังได้พิจารณาถึงแหล่งเงินที่ใช้ในโครงการรับจำนำข้าวเปลือกปี 55/56 โดยเห็นชอบให้นำเสนอคณะรัฐมนตรี(ครม.) ได้แก่ เงินจากการระบายผลผลิตทางการเกษตรตั้งแต่ปีการผลิต 54/55 ให้นำชำระคืนธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร(ธ.ก.ส.) จำนวน 90,000 ล้านบาท ให้เสร็จสิ้นก่อน หลังจากนั้นจะนำเงินส่วนที่เหลือชำระคืนเงินกู้สถาบันการเงินให้ครบกำหนดในปี 56 โดยเงินที่ชำระให้ ธ.ก.ส.จำนวน 90,000 ล้านบาท นำมาใช้เป็นเงินทุนหมุนเวียนการรับจำนำข้าวเปลือกนาปรังปี 56 ซึ่งขณะนี้มีข้าวเปลือกเข้าโครงการแล้วเกือบ 7 ล้านตัน

ที่มา สำนักข่าวอินโฟเควสท์

‘BSH’ รุกสร้างแบรนด์-เสริมสินค้าใหม่

นายสเตฟาน เรเกล กรรมการผู้จัดการ บริษัท บีเอสเอช โฮม แอ็พพลายแอ็นซ์ จำกัด เปิดเผยว่า ในปี 2556 นี้ บริษัทตั้งเป้าเพิ่มยอดขายประมาณ 10% จากปี 2555 โดยในช่วงครึ่งปีหลังนี้จะเน้นกลยุทธ์รูปแบบต่างๆ เพื่อสร้างการรับรู้ในแบรนด์และสินค้า พร้อมทั้งสร้างความเชื่อมั่นให้ผู้บริโภคที่มีต่อสินค้าของบริษัท ด้วยการเพิ่มการบริหารหลังการขายที่เข้มข้นและแตกต่างจากคู่แข่ง

ทั้งนี้บริษัทเริ่มนำเข้าและจัดจำหน่ายเครื่องใช้ไฟฟ้าภายในบ้านระดับบน (พรีเมียม) จากโรงงานผลิตในเครือของบริษัท บีเอสเอช ทั้งจากยุโรปและเอเชีย โดยเริ่มจากแบรนด์ “ซีเมนส์” (SIEMENS) เมื่อปี 2544 ต่อจากนั้นได้นำเข้าแบรนด์ “กาเกอนาว” (GAGGENAU) และในปี 2554 ได้นำเข้าแบรนด์ “บ๊อช” (BOSCH) ในปี 2556 นี้สินค้าทุกแบรนด์จะมีการนำเสนอสินค้ารุ่นใหม่ล่าสุดออกสู่ท้องตลาด อาทิ เครื่องซักผ้าซีเมนส์ ขนาด 8 กิโลกรัม, เตาอบกาเกอนาว ซีรี่ 400 และเครื่องดูดฝุ่นแบบกล่อง เสียงเงียบพิเศษจากบ๊อช

“ที่ผ่านมานอกจากคุณภาพของสินค้าแล้ว แต่อีกสิ่งหนึ่งที่สำคัญไม่แพ้กัน คือ การบริการหลังการขาย ปัจจุบันบริษัทมีศูนย์บริการหลังการขายขนาดใหญ่ 2 แห่ง ที่กรุงเทพฯ และภูเก็ต ซึ่งตั้งอยู่ในพื้นที่ที่เดินทางสะดวก สามารถให้บริการหลังการขายกับลูกค้าได้อย่างเต็มที่ นอกจากนี้บริษัทยังได้พัฒนาตัวแทนจำหน่ายด้วย ปัจจุบันมีจำนวนมากกว่า 200 ราย และมีแผนเพิ่มผู้แทนจำหน่ายอย่างต่อเนื่อง เพื่อรองรับความต้องการของลูกค้าที่ขยายตัวเพิ่มขึ้น”นายเรเกล กล่าว

สำหรับในเรื่องการสร้างการรับรู้ในแบรนด์และสินค้านั้น บริษัททำผ่านสื่อต่างๆในหลายรูปแบบทั้งสื่อกลางแจ้งหรือตามที่สถานที่สาธารณะ เช่น สถานีรถไฟฟ้า BTS และ MRT, โรงภาพยนตร์ นอกจากนี้ยังมีกิจกรรมส่งเสริมการขายผ่านสื่อสังคมออนไลน์ และสื่อโฆษณาอื่นๆด้วย เพื่อสร้างความน่าสนใจให้กับสินค้า ช่วยกระตุ้นให้ผู้บริโภคสนใจและอยากใช้สินค้ามากขึ้น

ที่มา หนังสือพิมพ์แนวหน้า

ก.ล.ต.ชี้ไทยขึ้นเบอร์ 3 โลกหนุนลงทุนในกองทุน/เผย TRUE สนใจออก Infra fund

นายวรพล โสคติยานุรักษ์ เลขาธิการ สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) กล่าวว่า จากผลการศึกษาของของ Morningstar ที่ศึกษาประสบการณ์ในการลงทุนในกองทุนรวมของนักลงทุนจำนวน 24 ประเทศทั่วโลกในปี 56 ประเทศไทยจัดอยู่ในระดับ B หรือลำดับที่ 3 รองจากสหรัฐฯและเกาหลีใต้ เนื่องจากการให้สิทธิประโยชน์ทางภาษีที่เอื้ออำนวยต่อการลงทุน อย่างเช่น การยกเว้นภาษีส่วนต่างกำไร การให้ลดหย่อนภาษีเงินได้จาการลงทุนในกองทุนรวมหุ้นระยะยาว ซึ่งทำให้ผู้ลงทุนได้ผลตอบแทนสูงขึ้น ส่งผลให้การประเมินในหมวดกฎเกณฑ์การกำกับดูแลและภาษีอยู่ระดับสูงสุดเมื่อเทียบกับหมวดอื่น

อย่างไรก็ตาม ผลการศึกษาครั้งนี่สะท้อนให้เห็นถึงการพัฒนาของธุรกิจจัดการกองทุนไทยได้มีการพัฒนาอย่างต่อเนื่องและรักษามาตรฐานการดำเนินงานไว้ได้ แต่ยังต้องมีเรื่องที่ต้องพัฒนาต่อไปอีกมาก โดย ก.ล.ต.มี 5 เรื่องที่อยู่ระหว่างการดำเนินการ ได้แก่ การเพิ่มทางเลือกการลงทุนในกองทุนรวมของนักลงทุนรายย่อยให้สามารถเลือกซื้อกองทุนระหว่างประเทศได้ โดยช่วงเริ่มแรกจะสามารถให้นักลงทุนรายย่อยสามารถเลือกซื้อกองทุนในกลุ่มประเทศอาเซียนได้ ซึ่งคาดว่าจะสามารถเริ่มได้ภายในปีนี้ ซึ่งภายในอีก 2 เดือนข้างหน้าจะมีการเซ็นสัญญา MOU กับประเทศมาเลเซียและสิงคโปร์

นอกจากนี้ ก.ล.ต.จะส่งเสริมให้มีผู้แนะนำและให้คำปรึกษาในการบริการวางแผนทางการเงิน (asset allocation) ให้กับนักลงทุนในการเลือกซื้อกองทุนที่เหมาะสมกับแต่ละบุคคล โดยอยู่ระหว่างการออกแบบหลักสูตรในการอบรมที่ปรึกษาการลงทุน และการปรับปรุงเกณฑ์ในบางเรื่องให้มีความเท่าเทียม อย่างเช่นการปรับขึ้นค่าธรรมเนียมการจัดการกองทุนรวมให้ดีขึ้น และปรับค่าธรรมเนียมให้มีความเท่าเทียมกัน

อีกทั้งยังสนับสนุนให้เกิดการลงทุนในระยะยาวเกิดขึ้น โดยอาจให้มีการออมในการลงทุนเดือนละ 1,000 บาท ต่อ 1 หน่วยการลงทุน ทำให้ประชาชนเกิดนิสัยการออมเพิ่มมากขึ้น และยังนำเสนอกิจกรรมต่างๆที่สร้างความรู้และกระตุ้นให้ประชาชนหันมาสนใจการลงทุนมากขึ้น

ด้านทรัสต์เพื่อการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ (REIT :Real Estate Investment Trust)  นายวรพลกล่าว ขณะนี้มีธนาคารที่แสดงความสนใจในการเป็น Trustee หรือผู้จัดการดูแลทรัพย์สิน ที่จะเข้ามาดูแลกองทุน REIT จำนวน 3 ราย และมีบริษัทหลักทรัพย์ที่เป็นบริษัทลูกของธนาคารอีก 1 ราย ยื่นเอกสารเข้ามาเพื่อเป็น Trustee  ส่วนเรื่องการการลดหย่อนภาษีหรือการยกเว้นภาษีในการโอนจากกองทุนอสังหาริมทรัพย์เป็นกองทุน REIT อยู่ระหว่างการเจรจากับกรมสรรพากร

นายวรพล กล่าวเพิ่มเติมว่า ทางบมจ.ทรูคอร์ปอเรชั่น (TRUE) ได้มีความสนใจในการตั้งกองทุนโครงสร้างพื้นฐาน โดยได้มีทีมที่ปรึกษาทางการเงินของ TRUE มาขอคำปรึกษากับ ก.ล.ต.ในการดำเนินการจัดตั้งกองทุนโครงสร้างพื้นฐาน

“ทางทรูก็มีความสนใจในการจัดตั้งกองทุนโครงสร้างพื้นฐาน ก็มีทีมที่ปรึกษาทางการเงินของบริษัทเข้ามาขอคำปรึกษาในการจัดตั้งกองทุนโครงสร้างพื้นฐานกับเรา แต่รายละเอียดอื่นว่าจะเป็นยังไงต้องไปถามกับทางทรู”นายวรพล กล่าว

ที่มา สำนักข่าวอินโฟเควสท์

WD ผนึกกำลังร่วมกับ SANDISK

WD? ผนึกกำลังร่วมกับ SANDISK สร้างโซลิดสเตทไดรฟ์แบบไฮบริดนวัตกรรมใหม่ล่าสุด

ชูเทคโนโลยีแฟลชเมมโมรี่ที่รวดเร็วที่สุดของ SanDisk ผสานฮาร์ดดิสก์ SSHD ที่บางที่สุดในโลกเพียง 2.5 นิ้วของ WD

 WD? บริษัทในเครือของเวสเทิร์น ดิจิตอล คอร์เปอเรชั่น ผู้นำระดับโลกด้านอุตสาหกรรมการจัดเก็บข้อมูลประกาศจับมือร่วมกับแซนดิสก์ คอร์เปอเรชั่น (SanDisk Corporation) ผู้นำระดับโลกด้านอุปกรณ์จัดเก็บข้อมูลหน่วยความจำแฟลช เตรียมสร้างอุปกรณ์จัดเก็บข้อมูลแบบไฮบริด ซึ่งเป็นการรวมเอาสุดยอดของสิ่งที่ดีที่สุดของทั้งสองบริษัทเข้าไว้ด้วยกัน นั่นคือ เทคโนโลยีหน่วยความจำแฟลชที่ดีที่สุดจาก SanDisk ในกลุ่มผลิตภัณฑ์ชนิดเดียวกัน และเทคโนโลยีฮาร์ดดิสก์ไดรฟ์ที่ดีที่สุดในกลุ่มเดียวกันจาก WDโดย SanDisk จะเป็นผู้จัดหาอุปกรณ์จัดเก็บข้อมูล SanDisk iSSD? สำหรับโซลิดสเตทไดรฟ์แบบไฮบริด (SSHD) รุ่น WD Black? ซึ่งเป็นฮาร์ดดิสก์ SSHD ขนาด 2.5 นิ้วที่บางที่สุดในโลก ที่จะใช้ทั้งเทคโนโลยีไฮบริดที่เป็นเอกสิทธิ์ของ WD และเทคโนโลยี SATA IO ที่เป็นมาตรฐานระดับอุตสาหกรรม ฮาร์ดดิสก์ iSSD ของ SanDisk เป็นการผสมผสานทั้งความสมดุลของประสิทธิภาพชั้นเลิศ การประหยัดไฟ ราคาที่ไม่แพง และความน่าเชื่อถือ และยังมีขนาดที่เล็กกะทัดรัด ขณะเดียวกันก็มีพื้นที่จัดเก็บข้อมูลที่ใหญ่มากพอที่จะสนองความต้องการด้านดิจิตอลคอนเทนต์ที่เพิ่มมากขึ้นของผู้ใช้งานในปัจจุบัน รวมถึงความเร็วของแฟลชไดรฟ์ ปริมาณข้อมูล และการตอบสนอง ซึ่งทั้งหมดนี้รวมอยู่ในฮาร์ดดิสก์ขนาดเล็กชิ้นเดียวที่มีความบางมากเป็นพิเศษนี้

เควิน คอนลีย์ รองประธานอาวุโสและผู้จัดการทั่วไปฝ่ายอุปกรณ์จัดเก็บข้อมูลสำหรับเครื่องไคลเอ็นต์ของ SanDisk กล่าวว่า “ผมรู้สึกยินดีที่ SanDisk ได้จับมือร่วมกับ WD ในการสร้างผลิตภัณฑ์ลูกผสมแบบใหม่ที่น่าตื่นตาตื่นใจเหล่านี้ และด้วยการรวมความเชี่ยวชาญและเทคโนโลยีของหน่วยความจำแฟลชที่ไม่มีใครเทียบเท่าได้ของ SanDisk เข้ากับความรู้ความชำนาญของ WD ในด้านฮาร์ดดิสก์ ทำให้ฮาร์ดดิสก์ SSHD รุ่น WD Blackสามารถนำเสนอความจุได้อย่างโดดเด่น มีรูปลักษณ์ที่บาง และระดับของประสิทธิภาพที่คุณจะได้รับจากอุปกรณ์แฟลชเมมโมรี่เท่านั้น”

ขณะที่แมตต์ รูทัลเลดจ์ รองประธานฝ่ายไคลเอ็นต์คอมพิวเตอร์ของ WD กล่าวว่า “การทำงานร่วมกับ SanDisk ทำให้ WD ได้ตระหนักถึงวิสัยทัศน์ของเราในส่วนของผลิตภัณฑ์ที่เป็นการรวมระหว่างเทคโนโลยีที่ยอดเยี่ยมที่สุดของทั้งสองบริษัทเข้าไว้ด้วยกัน ฮาร์ดดิสก์ SSHD ของ WD คือการบรรลุความสำเร็จที่สำคัญในการปฏิวัติอุปกรณ์จัดเก็บข้อมูลแบบ SSHD และแบบแฟลชอย่างต่อเนื่อง”

ข้อมูลเกี่ยวกับโซลิดสเตทไดรฟ์ WD Black แบบไฮบริด

ฮาร์ดดิสก์ SSHD รุ่น WD Black ใช้เทคโนโลยีลูกผสมของ WD ที่ผสมผสานระหว่างเทคโนโลยีของแฟลชเมมโมรี่อัจฉริยะและให้การตอบสนองจาก SanDisk รวมเข้ากับฮาร์ดดิสก์ความจุสูงของ WD การผสมผสานที่ทรงพลังนี้จะช่วยปรับปรุงประสบการณ์ใช้งานของผู้ใช้เครื่องพีซีได้เป็นอย่างมาก เนื่องจากให้ทั้งความจุในระดับสูงและระดับของประสิทธิภาพที่เพิ่มสูงขึ้นกว่าฮาร์ดดิสก์ไดรฟ์แบบเก่า ความเร็วที่เพิ่มสูงขึ้น รวมถึงการเริ่มใช้งานที่พร้อมทำงานได้ทันทีและรวดเร็วกว่า

สืบเนื่องจากการที่พื้นที่ของอุปกรณ์ได้กลายเป็นข้อวิตกประการสำคัญสำหรับผู้ผลิตเครื่องพีซีที่ต้องการออกแบบอุปกรณ์ให้บางลงกว่าเดิม ฮาร์ดดิสก์ SSHD รุ่น WD Black จึงได้รับการออกแบบเพื่อให้ง่ายต่อการใส่ไว้ในโน้ตบุ๊คที่บางที่สุดที่มีวางจำหน่ายอยู่ในตลาด ฮาร์ดดิสก์รุ่นนี้มีความบางเพียง 5 มม. และมาพร้อมกับความจุ 500GB นอกจากนี้ยังใช้พื้นที่น้อยกว่าฮาร์ดดิสก์สำหรับโน้ตบุ๊คมาตรฐานปัจจุบันเกือบ 50% (ประมาณ 9.5 มม.) ความบางของโซลิดสเตทไดรฟ์แบบลูกผสมนี้ได้รับการเติมเต็มให้สมบูรณ์ยิ่งขึ้นด้วยรูปทรงขนาดเล็กมากเป็นพิเศษของฮาร์ดดิสก์ iSSD ของ SanDisk ซึ่งสร้างขึ้นด้วยเทคโนโลยีกระบวนการผลิต 19 นาโนเมตร (nm) ซึ่งเป็นกระบวนการผลิตเซมิคอนดักเตอร์ขั้นก้าวหน้าที่สุดและมีขนาดเล็กที่สุดในโลก ฮาร์ดดิสก์ SSHD รุ่น WD Black ขนาด 5 มม. นี้มีการจัดจำหน่ายให้กับกลุ่มโออีเอ็ม และปัจจุบัน WD กำลังจัดส่งฮาร์ดดิสก์ SSHD ขนาดบางมากเป็นพิเศษคือ 7 มม. และ 9.5 มม. สำหรับใช้กับอุปกรณ์พกพาให้กับกลุ่มโออีเอ็มเช่นกัน

ข้อมูลเกี่ยวกับ WD

WD? บริษัทในเครือของเวสเทิร์น ดิจิตอล หนึ่งในผู้บุกเบิกอุตสาหกรรมด้านอุปกรณ์การจัดเก็บข้อมูลที่มีชื่อเสียงระดับโลก WD จัดจำหน่ายสินค้าและบริการให้แก่บุคคลทั่วไป รวมทั้งองค์กรที่ต้องการรวบรวม จัดการ และใช้ข้อมูลดิจิตอล WD เป็นผู้ผลิตฮาร์ดไดรฟ์ที่มีประสิทธิภาพสูงและเชื่อถือได้ในเรื่องคุณภาพ ซึ่งช่วยในการเก็บรักษา ป้องกันการสูญหายของข้อมูลและเพิ่มความสะดวกให้แก่ผู้ใช้ WD ก่อตั้งในปี พ.ศ. 2513

เวสเทิร์น ดิจิตอล คอร์ป (WDC) ซึ่งเป็นบริษัทที่ตั้งอยู่ในเมืองเออร์วิน รัฐแคลิฟอร์เนีย คือผู้ให้บริการระดับโลกในด้านผลิตภัณฑ์และการบริการที่ให้อำนาจแก่ผู้ใช้ในการสร้าง จัดการ สัมผัสประสบการณ์ และเก็บรักษาเนื้อหาดิจิตอล บริษัทในเครือต่างๆ ของเวสเทิร์น ดิจิตอลจะทำการออกแบบและผลิตอุปกรณ์จัดเก็บข้อมูล อุปกรณ์ในระบบเครือข่าย และผลิตภัณฑ์เพื่อความบันเทิงภายในบ้านภายใต้แบรนด์ WD?, HGST และ G-Technology สามารถอ่านรายละเอียดในส่วนของนักลงทุนได้ที่เว็บไซต์ของบริษัทที่ (www.westerndigital.com) เพื่อเข้าถึงข้อมูลเกี่ยวกับนักลงทุนและด้านการเงินต่างๆ สำหรับข้อมูลเพิ่มเติมกรุณาเยี่ยมชมเว็บไซต์ของบริษัท ที่ www.wd.com สำหรับหน้าเฟซบุ๊คแฟนเพจ WD ในประเทศไทย คลิก http://www.facebook.com/wdcthailand

ข้อมูลเกี่ยวกับ SanDisk

SanDisk Corporation คือผู้นำระดับโลกด้านอุปกรณ์จัดเก็บข้อมูลหน่วยความจำแฟลช โดยเริ่มตั้งแต่ขั้นตอนการวิจัยและพัฒนา การออกแบบผลิตภัณฑ์และการผลิตจนถึงการสร้างแบรนด์ และการจัดจำหน่ายให้กับช่องทางการค้าและการค้าปลีก นับตั้งแต่ปี 1988 เป็นต้นมา นวัตกรรมของ SanDisk ด้านเทคโนโลยีหน่วยความจำแฟลชและระบบจัดเก็บข้อมูลได้มอบประสบการณ์ของระบบดิจิตอลในยุคใหม่และในยุคเปลี่ยนถ่ายแก่ผู้ใช้ กลุ่มผลิตภัณฑ์ที่หลากหลายของ SanDisk ประกอบด้วยการ์ดหน่วยความจำแฟลช และอุปกรณ์ที่ฝังอยู่ภายในที่ใช้ในสมาร์ทโฟน แท็บเล็ต กล้องดิจิตอล กล้องแคมคอร์เดอร์ เครื่องเล่นสื่อดิจิตอล และอุปกรณ์คอนซูเมอร์อิเล็กทรอนิกส์อื่นๆ รวมถึงแฟลชไดรฟ์ยูเอสบี และโซลิดสเตทไดรฟ์ (SSD) สำหรับตลาดคอมพิวเตอร์ ผลิตภัณฑ์ของ SanDisk ได้รับความนิยมจากผู้บริโภคและลูกค้าระดับองค์กรมากมายทั่วโลก SanDisk เป็นหนึ่งในบริษัทผู้ผลิตสินค้าไฮเทคในซิลลิคอน วัลเลย์ที่มีรายชื่อติดอันดับใน S&P 500 และ Fortune 500 โดยมากกว่าครึ่งหนึ่งของยอดขายของบริษัทอยู่นอกสหรัฐอเมริกา สำหรับข้อมูลเพิ่มเติม สามารถเยี่ยมชมได้ที่เว็บไซต์ www.sandisk.com

? 2013 SanDisk Corporation และ Western Digital Corporation สงวนลิขสิทธ SanDisk เป็นเครื่องหมายการค้าจดทะเบียนของ SanDisk Corporation ในสหรัฐอเมริกาและประเทศอื่นๆ Western Digital, WD และ สัญลักษณ์ WD เป็นเครื่องหมายการค้าจดทะเบียนของ Western Digital Technologies, Inc ในสหรัฐอเมริกาและประเทศอื่นๆ WD Black เป็นเครื่องหมายการค้าของ Western Digital Technologies, Inc ในสหรัฐอเมริกาและประเทศอื่นๆ ส่วนเครื่องหมายการค้าอื่นๆ ทั้งหมดในที่นี้เป็นกรรมสิทธิ์ของเจ้าของแต่ละราย อัตราหน่วยความจุที่ใช้ 1 กิกะไบต์ (GB) = 1 พันล้านไบต์ ความจุทั้งหมดที่สามารถเข้าถึงได้ขึ้นอยู่กับสภาพแวดล้อมในการปฏิบัติงาน

ติดต่อ:
พิมพ์รัชฎา ศุภสิทธิโชติ
บริษัท พีอาร์ พลัส ทู จำกัด
โทร: 02-158-9108
www.prplus2.com
ที่มา ThaiPR.net

ปตท.เล็งทำธุรกิจน้ำมันครบวงจรในพม่า

นายสรัญ รังคสิริ รองกรรมการผู้จัดการใหญ่หน่วยธุรกิจน้ำมัน บริษัท ปตท จำกัด(มหาชน) เปิดเผยว่า ผลประกอบการของหน่วยธุรกิจน้ำมันในช่วงไตรมาส 1 ของปีนี้ น้อยกว่าช่วงเดียวกันของปีก่อน เพราะขาดทุนจากการสต็อคน้ำมันที่ราคาลดลงมากช่วงปลายเดือนมีนาคมที่ผ่านมา แต่เชื่อว่าในไตรมาส 2 ผลประกอบการจะปรับตัวดีขึ้น เพราะราคาน้ำมันเริ่มปรับตัวสูงขึ้น

นายสรัญ กล่าวว่า สำหรับยอดขายน้ำมันของปตท. ยังมีแนวโน้มเติบโตดี โดยเฉพาะยอดขายน้ำมันแก๊สโซฮอล์ 95 และแก๊สโซฮอล์ 91  เนื่องจากการยกเลิกน้ำมันเบนซิน 91 ขณะที่เบนซิน 95 ก็ได้กลับมาขายเพิ่มขึ้นจากการยกเลิกเบนซิน 91 เช่นกัน โดยปัจจุบันมีจำนวนสถานีบริการ(ปั๊ม) ที่จำหน่ายเบนซิน 95 จำนวน 600 แห่ง ส่วนน้ำมันอี 20 ยอดขายเพิ่มขึ้นเล็กน้อย มีจำนวนปั๊ม 800 แห่ง และน้ำมันอี 85 มีจำนวนปั๊ม 30 แห่ง เนื่องจากต้องลงทุนเรื่องท่อ โดยระยะยาวปตท.จะลงทุนคลังน้ำมันอี 85 ตามภูมิภาค เพื่อประหยัดค่าขนส่ง และทำให้น้ำมันอี 85 มีขายในปั๊มมากขึ้น

นายสรัญกล่าวว่า สำหรับการลงทุนธุรกิจปั๊มในกลุ่มประเทศอาเซียน ในลาวและกัมพูชาเข้าไปลงทุนปั๊มครบวงจรแล้ว ล่าสุดปตท.กำลังศึกษาการลงทุนปั๊มน้ำมันครบวงจรในประเทศพม่า เพราะความต้องการบริโภคน้ำมันยังสูง แต่อยู่ระหว่างการพัฒนาประเทศ เบื้องต้นปตท.จะร่วมกับพม่าลงทุนโรงกลั่นน้ำมัน และปั๊มน้ำมัน เพราะปัจจุบันการบริโภคน้ำมันสูงถึง 7 แสนบาร์เรลต่อวัน แต่โรงกลั่นในประเทศมีกำลังการกลั่นเพียง 2-3 หมื่นบาร์เรลต่อวัน ขณะที่การลงทุนปั๊มต้องใช้เวลาเพราะต้นทุนในพม่าสูง ค่าที่ดินแพง เฉพาะปั๊มไม่รวมค่าที่ดินอยู่ที่ 50-60 ล้านบาท คาดว่าจะสามารถลงทุนปั๊มพม่า 2 แห่งแรกภายในปีนี้ ยอดขายราว 5 แสนลิตรต่อเดือน ส่วนลาวตั้งเป้ามีปั๊มครบวงจรปีนี้ 6 แห่ง และกัมพูชา 10 แห่ง

ที่มา http://www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1368600150

รบ.เกาหลีใต้เตรียมให้เงินช่วยเหลือเพิ่มแก่บริษัทในนิคมอุตสาหกรรมแกซอง

รัฐบาลเกาหลีใต้เตรียมมอบเงินอุดหนุนเพิ่มเติมแก่บริษัทที่ต้องหยุดการดำเนินงานในนิคมอุตสาหกรรมแกซอง หลังจากที่ได้ให้ความช่วยเหลือทางการเงินแก่บริษัทกลุ่มดังกล่าวในช่วงต้นเดือนพ.ค.

กระทรวงรวมชาติของเกาหลีใต้ระบุในแถลงการณ์ที่ออกร่วมกับกระทรวงอื่นๆที่เกี่ยวข้องว่า รัฐบาลได้ตัดสินใจจัดสรรงบช่วยเหลือจำนวน 3 หมื่นล้านวอน (270 ล้านดอลลาร์สหรัฐ) ให้แก่บริษัทสัญชาติเกาหลีใต้ที่นิคมฯแกซอง

งบประมาณดังกล่าวเกิดจากโครงการประกันภัยความร่วมมือทางเศรษฐกิจระหว่างเกาหลีเหนือ และเกาหลีใต้ ซึ่งสามารถชดเชยความเสียหายของสินทรัพย์ได้มากถึง 90% หรือ 7 พันล้านวอนต่อบริษัท

อย่างไรก็ตาม บริษัทเหล่านั้นจะไม่มีสิทธิ์ในสินทรัพย์ที่อยู่ในนิคมฯแกซอง เพื่อแลกเปลี่ยนกับการขอประกันภัย แต่จะได้รับสิทธิ์ในการซื้อสินทรัพย์ของบริษัทกลับคืนเป็นรายแรก เมื่อมีการเปิดนิคมฯอีกครั้ง

ความช่วยเหลือทางด้านการเงินเกิดขึ้นหลังจากที่รัฐบาลตัดสินใจเสนอกองทุนฉุกเฉินมูลค่า 3 แสนล้านวอนแก่กลุ่มบริษัทดังกล่าวเป็นครั้งแรกในวันที่ 2 พ.ค. นอกจากนี้ เกาหลีใต้ได้อพยพพนักงานของตนออกจากเขตนิคมฯ หลังจากเกาหลีเหนือปฏิเสธข้อเสนอของเกาหลีใต้เรื่องการเจรจาเพื่อคลี่คลายสถานการณ์ที่เกี่ยวกับนิคมอุตสาหกรรม

ในขณะเดียวกัน รัฐบาลได้เตรียมมอบเงินช่วยเหลือเพิ่มเติมผ่านทางงบประมาณเสริมแก่บริษัทต่างๆ หากเงินก้อนแรกซึ่งมีมูลค่า3 แสนล้านวอนหมดลง สำนักข่าวซินหัวรายงาน

ที่มา สำนักข่าวอินโฟเควสท์